วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรุนเนอร์
บรุนเนอร์ (Bruner) เป็นนักจิตวิทยาที่สนใจและศึกษาเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาต่อเนื่องจากเพียเจต์ บรุนเนอร์เชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง (discovery learning) แนวคิดที่สำคัญ ๆ ของ
บรุนเนอร์ มีดังนี้ (Brunner,1963:1-54)
ทฤษฎีการเรียนรู้
1) การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์ และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก
2) การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของผู้เรียน และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ
3) การคิดแบบหยั่งรู้ (intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอิสระที่สามารถช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้
4) แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้
5) ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์แบ่งได้เป็น 3 ขั้นใหญ่ ๆ คือ
ขั้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive Stage) คือ ขั้นของการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือกระทำช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ดี การเรียนรู้เกิดจากการกระทำ
ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (Iconic Stage) เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมโนภาพในใจได้ และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้
ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Stage) เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้
6) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอด หรือสามารถจัดประเภทของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
7) การเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด คือ การให้ผู้เรียนค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (discovery learning)
การนำไปใช้ในการจัดการศึกษา / การสอน
กระบวนการค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีมีความหมายสำหรับผู้เรียน
การวิเคราะห์และจัดโครงสร้างเนื้อหาสาระการเรียนรู้ให้เหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทำก่อนการสอน
การจัดหลักสูตรแบบเกลียว (Spiral Curriculum) ช่วยให้สามารถสอนเนื้อหาหรือความคิดรวบยอดเดียวกันแก่ผู้เรียนทุกวัยได้ โดยต้องจัดเนื้อหาความคิดรวบยอดและวิธีสอนให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการของผู้เรียน
ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระให้มากเพื่อช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน
การสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เป็นสิ่งจำเป็นในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เรียน
การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
การสอนความคิดรวบยอดให้แก่ผู้เรียนเป็นสิ่งจำเป็น
การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
ทฤษฎีพัฒนาการของ อิริคสัน (Erikson)
อิริคสัน ค.ศ.1902 เป็นนักจิตวิเคราะห์ที่มีชื่อของอเมริกา และจัดอยู่ในกลุ่มฟรอยด์รุ่นใหม่ เกิดที่เมืองแฟรงเฟิต ประเทศเยอรมัน ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ประเทศอเมริกาในปี ค.ศ. 1933 และเป็นผู้วิเคราะห์เกี่ยวกับเด็กเป็นคนแรกในนครบอสตัน เห็นว่าการจะทำความเข้าใจพฤติกรรมเด็กจะต้องศึกษาจากการอบรมเลี้ยงดู สภาพสังคม และความเป็นอยู่ของเด็ก ปัญหาที่นำมาวิเคราะห์นั้นจะอธิบายเชื่อมโยงระหว่างจิตวิทยากับสังคมวิทยาในรูปแบบของมนุยวิทยา ซึ่งมีแนวความคิดว่ามนุษย์ต้องพึ่งสังคมและสังคมก็ต้องพึ่งมนุษย์ มนุษย์มีวิวัฒนาการที่สลับซับซ้อนและผ่านขั้นตอนต่างๆของธรรมชาติหลายขั้นตอน ประวัติของอิริคสัน อีริคสัน เป็นลูกศิษย์ของฟรอยด์ได้สร้างทฤษฎีนี้ขึ้นในแนวทางความคิดของฟรอยด์ แต่ได้ดำเนินความสำคัญทางด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ด้านจิตใจ ว่ามีบทบาทในการพัฒนาบุคลิกภาพ ความคิดของอีริคสันต่างกับฟรอยด์หลายประการ เช่น เห็นความสำคัญของ Ego มากกว่า Id และถือว่าพัฒนาการของคนไม่ได้จบแค่วัยรุ่น แต่ ต่อไปจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต คือ วัยชรา และตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ บุคลิกภาพของคนก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
พัฒนาการทางบุคลิกภาพ 8 ขั้นตอนของอิริคสัน
1. ความไว้วางใจกับความไม่ไว้วางใจ (Trust VS. Mistrust) (ในช่วง0 -1 ปี) ถ้าเด็กได้รับความรักใคร่ที่เหมาะสม ทำให้เขารู้สึกว่าโลกนี้ปลอดภัย น่าอยู่และไว้วางใจได้ แต่ถ้าตรงกับข้ามเด็กก็จะรู้สึกว่าโลกนี้เต็มไปด้วยอันตรายไม่มีความปลอดภัย มีแต่ความหวาดระแวง
2. ความเป็นตัวของตัวเองกับความคลางแคลงใจ (Autonomy VS. Doubt)(ในช่วง2 – 3 ปี) เด็กในวัยนี้จะเริ่มพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญและอยากเอาชนะสิ่งแวดล้อมหรืออำนาจที่มีอยู่ พ่อแม่จึงควรระวังในเรื่องความสมดุลในการเลี้ยงดู ควรให้โอกาสและกำลังใจต่อเด็ก เด็กจะพัฒนาความเป็นตัวเอง มีความมั่นใจ รู้จักอิสระที่จะควบคุมตนเอง แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ให้โอกาสหรือทำแทนเด็กทุกอย่าง เด็กจะเกิดความคลางแคลงใจในความสามารถของตนเอง
3. ความริเริ่มกับความรู้สึกผิด (Initiative VS. Guilt) (ในช่วง4 – 5 ปี) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมตลอดถึงการใช้ภาษาจะช่วยให้เด็กเกิดแง่คิดในการวางแผนและการริเริ่มทำกิจกรรมต่างๆ ก็จะเป็นการส่งเสริมทำให้เขารู้สึกต้องการที่จะศึกษาค้นคว้าต่อไปเด็กก็จะมีความคิดริเริ่ม แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้ใหญ่คอยเข้มงวด ไม่เปิดโอกาสให้เด็ก ตำหนิอยู่ตลอดเวลา เขาก็จะรู้สึกผิดเมื่อคิดจะทำสิ่งใดๆ นอกจากนี้เขาก็จะเริ่มเรียนรู้บทบาททางเพศมาตรฐานทางศีลธรรมและการควบคุมอารมณ์
4. ความขยันหมั่นเพียรกับความรู้สึกต่ำต้อย (Industry VS. Inferiority) (ในช่วง6 – 12 ปี) เด็กในวัยนี้จะเริ่มเข้าเรียนและต้องการเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น มีพัฒนาการทางด้านความขยันขันแข็ง โดยพยายามคิดทำ คิดผลิตสิ่งต่างๆ ให้เหมือนผู้ใหญ่ด้วยการทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจ ถ้าเขาได้รับคำชมเชยก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดกำลังใจ มีความมานะพยายามมากขึ้น แต่ถ้าตรงกันข้ามเด็กไม่ได้รับความสนใจหรือผู้ใหญ่แสดงออกมาให้เขาเห็นว่าเป็นการกระทำที่น่ารำคาญเขาก็จะรู้สึกต่ำต้อย
5. ความเป็นเอกลักลักษณ์กับความสับสนในบทบาท (Identity VS. Role Confusion) (ในช่วง12 – 17 ปี) เป็นช่วงที่เด็กย่างเข้าสู่วัยรุ่น และเริ่มพัฒนาเอกลักษณ์ของตนเองว่าตนคือใคร ถ้าเขาค้นหาตนเองได้ เขาจะแสดงบทบาทของตนเองได้อย่างเหมาะสม แต่ถ้าตรงกันข้ามเขาค้นหาเอกลักษณ์ของตนไม่พบเขาจะเกิดความสับสนและแสดงบทบาทที่ไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับตนเอง
6. ความผูกพันกับการแยกตัว (Intimacy VS. Isolation) (ในช่วง18- 34 ปี) เป็นขั้นของการพัฒนาทางด้านความรัก ความผูกพัน เมื่อบุคคลสามารถค้นพบเอกลักษณ์ของตนเองได้แล้ว ก็เกิดความรู้สึกต้องการมีเพื่อนสนิทที่รู้ใจ สามารถปรับทุกข์ซึ่งกันและกันได้ ตลอดถึงแสดงความยินดี และเสียสละให้แก่กัน แต่ถ้าพัฒนาการในช่วงนี้ล้มเหลวไม่สามารถสร้างความรู้สึกเช่นนี้ได้ เขาก็จะขาดเพื่อนสนิท หรือเกิดความรู้สึกต้องการจะชิงดีชิงเด่น ชอบทะเลาะกับผู้อื่น รู้สึกว้าเหว่เหมือนถูกทอดทิ้ง ซึ่งจะนำไปสู่การแยกตัวเอง และดำเนินชีวิตอย่างโดดเดี่ยว
7. การทำประโยชน์ให้สังคมกับการคิดถึงแต่ตนเอง (Generativity VS. Self Absorption) (ในช่วง35 – 60 ปี) เป็นช่วงของวัยกลางคน ซึ่งมีความพร้อมที่จะสร้างประโยชน์ให้สังคมได้เต็มที่ ถ้าพัฒนาการแต่ละขั้นตอนที่ผ่านมาดำเนินไปด้วยดี มีการดูแลรับผิดชอบเอาใจใส่ต่อบุตรหลานให้มีความสุข มีการอบรมสั่งสอนบุตรหลานให้เป็นคนดีต่อไปในอนาคต แต่ถ้าตรงกันข้ามก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เขาจะเกิดความรู้สึกท้อถอย เบื่อหน่ายชีวิต คิดถึงแต่ตนเองไม่รับผิดชอบต่อสังคม
8. บูรณาการกับความสิ้นหวัง (Integrity VS. Despair) (ในช่วง60 ปีขึ้นไป) เป็นช่วงของวัยชราซึ่งเป็นวัยสุดท้าย ถ้าบุคคลผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มาด้วยดี ก็จะมองอดีตเต็มไปด้วยความสำเร็จ มีปรัชญาชีวิตตนเอง ภูมิใจในการถ่ายทอดประสบการณ์ต่างให้แก่ลูกหลาน แต่ถ้าตรงกันข้ามกันชีวิตมีแต่ความล้มเหลว ก็จะเกิดความรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต เสียดายเวลาที่ผ่านมาไม่พอกับชีวิตในอดีตไม่ยอมรับสภาพตนเอง เกิดความคับข้องใจต่อสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขาดความสงบสุขในชีวิต
พลังอีโก้ (Ego strength) แอริคสัน กล่าวว่า Ego เป็นคุณสมบัติที่พึงมีพึงเป็น เมื่อบุคคลสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติ ทางด้านจิตวิทยาสังคมในแต่ละขั้นตอนของชีวิตทั้ง 8 ขั้นตอนได้ด้วยดี ดังนั้นอีโก้ของแอริคสันได้แก่
-ความมีกำลังวังชา การมีความหวัง
- การรู้จักควบคุมตนเอง
- การมีความตั้งมั่น
- ทางการมีความตั้งมั่น และเห็นความหมายของภารกิจที่ตนกำลังทำอยู่
- การรู้จักวิธีจัดการ - การมีสมรรถภาพ
- การมีความบริสุทธิ์ใจ การมีการมีความบริสุทธิ์ใจ
- ความจงรักภักดีต่อคุณค่า
- การรู้จักสร้างไมตรีกับผู้อื่น
- การรู้จักรักและสนิทสนมกับผู้อื่น
- การมีผลงานสร้างสรรค์
- การให้ความอนุเคราะห์อาทรบุคคลอื่น
– การรู้จักปล่อยวางและความฉลาดรู้เท่าทันโลกเท่าทันชีวิต
สรุป
ทฤษฎีของอีริคสัน เป็นทฤษฎีที่อธิบายพัฒนาการของชีวิตตั้งแต่งวัยทารกจนถึงวัยชรา อีริคสันเชื่อว่า วัยแรกของชีวิตเป็นวัยที่เป็นรากฐานเบื้องต้น และวัยต่อ ๆ มาก็สร้างจากรากฐานนี้ ถ้าหากในวัยทารกเด็กได้รับการดูแลอย่างดีและอบอุ่น ก็จะช่วยให้เด็กมีความเชื่อถือในผู้อื่นที่อยู่ วีดีโอที่เกี่ยวข้อง
วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555
ทฤษฎีพัฒนาการของ อิริคสัน (Erikson)
อิริคสัน ค.ศ.1902 เป็นนักจิตวิเคราะห์ที่มีชื่อขอ งอเมริกา และจัดอยู่ในกลุ่มฟรอยด์รุ่นใหม ่ เกิดที่เมืองแฟรงเฟิต ประเทศเยอรมัน ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ประเทศอเมริก าในปี ค.ศ. 1933 และเป็นผู้วิเคราะห์เกี่ยวกับเด ็กเป็นคนแรกในนครบอสตัน เห็นว่าการจะทำความเข้าใจพฤติกร รมเด็กจะต้องศึกษาจากการอบรมเลี ้ยงดู สภาพสังคม และความเป็นอยู่ของเด็ก ปัญหาที่นำมาวิเคราะห์นั้นจะอธิ บายเชื่อมโยงระหว่างจิตวิทยากับ สังคมวิทยาในรูปแบบของมนุยวิทยา ซึ่งมีแนวความคิดว่ามนุษย์ต้องพ ึ่งสังคมและสังคมก็ต้องพึ่งมนุษ ย์ มนุษย์มีวิวัฒนาการที่สลับซับซ้ อนและผ่านขั้นตอนต่างๆของธรรมชา ติหลายขั้นตอน
ประวัติของอิริคสัน
อีริคสัน เป็นลูกศิษย์ของฟรอยด์ได้สร้างท ฤษฎีนี้ขึ้นในแนวทางความคิดของฟ รอยด์ แต่ได้ดำเนินความสำคัญทางด้านสั งคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ด้านจิตใจ ว่ามีบทบาทในการพัฒนาบุคลิกภาพ ความคิดของอีริคสันต่างกับฟรอยด ์หลายประการ เช่น เห็นความสำคัญของ Ego มากกว่า Id และถือว่าพัฒนาการของคนไม่ได้จบ แค่วัยรุ่น แต่ ต่อไปจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชี วิต คือ วัยชรา และตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ บุคลิกภาพของคนก็เปลี่ยนไปเรื่อ ยๆ
พัฒนาการทางบุคลิกภาพ 8 ขั้นตอนของอิริคสัน
1. ความไว้วางใจกับความไม่ไว้วางใจ (Trust VS. Mistrust) (ในช่วง0 -1 ปี)
ถ้าเด็กได้รับความรักใคร่ที่เหม าะสม ทำให้เขารู้สึกว่าโลกนี้ปลอดภัย น่าอยู่และไว้วางใจได้ แต่ถ้าตรงกับข้ามเด็กก็จะรู้สึก ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยอันตรายไม่ม ีความปลอดภัย มีแต่ความหวาดระแวง
2. ความเป็นตัวของตัวเองกับความคลา งแคลงใจ (Autonomy VS. Doubt)(ในช่วง2 – 3 ปี)
เด็กในวัยนี้จะเริ่มพัฒนาความเป ็นตัวของตัวเอง รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญและอย ากเอาชนะสิ่งแวดล้อมหรืออำนาจที ่มีอยู่ พ่อแม่จึงควรระวังในเรื่องความส มดุลในการเลี้ยงดู ควรให้โอกาสและกำลังใจต่อเด็ก เด็กจะพัฒนาความเป็นตัวเอง มีความมั่นใจ รู้จักอิสระที่จะควบคุมตนเอง แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ให้โอกาสหรือทำแ ทนเด็กทุกอย่าง เด็กจะเกิดความคลางแคลงใจในความ สามารถของตนเอง
3. ความริเริ่มกับความรู้สึกผิด (Initiative VS. Guilt) (ในช่วง4 – 5 ปี)
การมีส่วนร่วมในกิจกรรมตลอดถึงก ารใช้ภาษาจะช่วยให้เด็กเกิดแง่ค ิดในการวางแผนและการริเริ่มทำกิ จกรรมต่างๆ ก็จะเป็นการส่งเสริมทำให้เขารู้ สึกต้องการที่จะศึกษาค้นคว้าต่อ ไปเด็กก็จะมีความคิดริเริ่ม แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้ใหญ่คอ ยเข้มงวด ไม่เปิดโอกาสให้เด็ก ตำหนิอยู่ตลอดเวลา เขาก็จะรู้สึกผิดเมื่อคิดจะทำสิ ่งใดๆ นอกจากนี้เขาก็จะเริ่มเรียนรู้บ ทบาททางเพศมาตรฐานทางศีลธรรมและ การควบคุมอารมณ์
4. ความขยันหมั่นเพียรกับความรู้สึ กต่ำต้อย (Industry VS. Inferiority) (ในช่วง6 – 12 ปี)
เด็กในวัยนี้จะเริ่มเข้าเรียนแล ะต้องการเป็นที่ยอมรับของผู้อื่ น มีพัฒนาการทางด้านความขยันขันแข ็ง โดยพยายามคิดทำ คิดผลิตสิ่งต่างๆ ให้เหมือนผู้ใหญ่ด้วยการทุ่มเทท ั้งกำลังกายและกำลังใจ ถ้าเขาได้รับคำชมเชยก็จะเป็นแรง กระตุ้นให้เกิดกำลังใจ มีความมานะพยายามมากขึ้น แต่ถ้าตรงกันข้ามเด็กไม่ได้รับค วามสนใจหรือผู้ใหญ่แสดงออกมาให้ เขาเห็นว่าเป็นการกระทำที่น่ารำ คาญเขาก็จะรู้สึกต่ำต้อย
5. ความเป็นเอกลักลักษณ์กับความสับ สนในบทบาท (Identity VS. Role Confusion) (ในช่วง12 – 17 ปี)
เป็นช่วงที่เด็กย่างเข้าสู่วัยร ุ่น และเริ่มพัฒนาเอกลักษณ์ของตนเอง ว่าตนคือใคร ถ้าเขาค้นหาตนเองได้ เขาจะแสดงบทบาทของตนเองได้อย่าง เหมาะสม แต่ถ้าตรงกันข้ามเขาค้นหาเอกลัก ษณ์ของตนไม่พบเขาจะเกิดความสับส นและแสดงบทบาทที่ไม่เหมาะสมหรือ ไม่สอดคล้องกับตนเอง
6. ความผูกพันกับการแยกตัว (Intimacy VS. Isolation) (ในช่วง18- 34 ปี)
เป็นขั้นของการพัฒนาทางด้านความ รัก ความผูกพัน เมื่อบุคคลสามารถค้นพบเอกลักษณ์ ของตนเองได้แล้ว ก็เกิดความรู้สึกต้องการมีเพื่อ นสนิทที่รู้ใจ สามารถปรับทุกข์ซึ่งกันและกันได ้ ตลอดถึงแสดงความยินดี และเสียสละให้แก่กัน แต่ถ้าพัฒนาการในช่วงนี้ล้มเหลว ไม่สามารถสร้างความรู้สึกเช่นนี ้ได้ เขาก็จะขาดเพื่อนสนิท หรือเกิดความรู้สึกต้องการจะชิง ดีชิงเด่น ชอบทะเลาะกับผู้อื่น รู้สึกว้าเหว่เหมือนถูกทอดทิ้ง ซึ่งจะนำไปสู่การแยกตัวเอง และดำเนินชีวิตอย่างโดดเดี่ยว
7. การทำประโยชน์ให้สังคมกับการคิด ถึงแต่ตนเอง (Generativity VS. Self Absorption) (ในช่วง35 – 60 ปี)
เป็นช่วงของวัยกลางคน ซึ่งมีความพร้อมที่จะสร้างประโย ชน์ให้สังคมได้เต็มที่ ถ้าพัฒนาการแต่ละขั้นตอนที่ผ่าน มาดำเนินไปด้วยดี มีการดูแลรับผิดชอบเอาใจใส่ต่อบ ุตรหลานให้มีความสุข มีการอบรมสั่งสอนบุตรหลานให้เป็ นคนดีต่อไปในอนาคต แต่ถ้าตรงกันข้ามก็จะไม่ประสบคว ามสำเร็จ เขาจะเกิดความรู้สึกท้อถอย เบื่อหน่ายชีวิต คิดถึงแต่ตนเองไม่รับผิดชอบต่อส ังคม
8. บูรณาการกับความสิ้นหวัง (Integrity VS. Despair) (ในช่วง60 ปีขึ้นไป)
เป็นช่วงของวัยชราซึ่งเป็นวัยสุ ดท้าย ถ้าบุคคลผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มาด้วยดี ก็จะมองอดีตเต็มไปด้วยความสำเร็ จ มีปรัชญาชีวิตตนเอง ภูมิใจในการถ่ายทอดประสบการณ์ต่ างให้แก่ลูกหลาน แต่ถ้าตรงกันข้ามกันชีวิตมีแต่ค วามล้มเหลว ก็จะเกิดความรู้สึกสิ้นหวังในชี วิต เสียดายเวลาที่ผ่านมาไม่พอกับชี วิตในอดีตไม่ยอมรับสภาพตนเอง เกิดความคับข้องใจต่อสภาพความเป ลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขาดความสงบสุขในชีวิต
พลังอีโก้ (Ego strength)
แอริคสัน กล่าวว่า Ego เป็นคุณสมบัติที่พึงมีพึงเป็น เมื่อบุคคลสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤ ติ ทางด้านจิตวิทยาสังคมในแต่ละขั้ นตอนของชีวิตทั้ง 8 ขั้นตอนได้ด้วยดี ดังนั้นอีโก้ของแอริคสันได้แก่
-ความมีกำลังวังชา การมีความหวัง
- การรู้จักควบคุมตนเอง
- การมีความตั้งมั่น
- ทางการมีความตั้งมั่น และเห็นความหมายของภารกิจที่ตนก ำลังทำอยู่
- การรู้จักวิธีจัดการ
- การมีสมรรถภาพ
- การมีความบริสุทธิ์ใจ
การมีการมีความบริสุทธิ์ใจ
- ความจงรักภักดีต่อคุณค่า
- การรู้จักสร้างไมตรีกับผู้อื่น
- การรู้จักรักและสนิทสนมกับผู้อื ่น
- การมีผลงานสร้างสรรค์
- การให้ความอนุเคราะห์อาทรบุคคลอ ื่น
- การรู้จักปล่อยวางและความฉลาดรู ้เท่าทันโลกเท่าทันชีวิต
สรุป ทฤษฎีของอีริคสัน เป็นทฤษฎีที่อธิบายพัฒนาการของช ีวิตตั้งแต่งวัยทารกจนถึงวัยชรา อีริคสันเชื่อว่า วัยแรกของชีวิตเป็นวัยที่เป็นรา กฐานเบื้องต้น และวัยต่อ ๆ มาก็สร้างจากรากฐานนี้ ถ้าหากในวัยทารกเด็กได้รับการดู แลอย่างดีและอบอุ่น ก็จะช่วยให้เด็กมีความเชื่อถือใ นผู้อื่นที่อยู่
อิริคสัน ค.ศ.1902 เป็นนักจิตวิเคราะห์ที่มีชื่อขอ
ประวัติของอิริคสัน
อีริคสัน เป็นลูกศิษย์ของฟรอยด์ได้สร้างท
พัฒนาการทางบุคลิกภาพ 8 ขั้นตอนของอิริคสัน
1. ความไว้วางใจกับความไม่ไว้วางใจ
ถ้าเด็กได้รับความรักใคร่ที่เหม
2. ความเป็นตัวของตัวเองกับความคลา
เด็กในวัยนี้จะเริ่มพัฒนาความเป
3. ความริเริ่มกับความรู้สึกผิด (Initiative VS. Guilt) (ในช่วง4 – 5 ปี)
การมีส่วนร่วมในกิจกรรมตลอดถึงก
4. ความขยันหมั่นเพียรกับความรู้สึ
เด็กในวัยนี้จะเริ่มเข้าเรียนแล
5. ความเป็นเอกลักลักษณ์กับความสับ
เป็นช่วงที่เด็กย่างเข้าสู่วัยร
6. ความผูกพันกับการแยกตัว (Intimacy VS. Isolation) (ในช่วง18- 34 ปี)
เป็นขั้นของการพัฒนาทางด้านความ
7. การทำประโยชน์ให้สังคมกับการคิด
เป็นช่วงของวัยกลางคน ซึ่งมีความพร้อมที่จะสร้างประโย
8. บูรณาการกับความสิ้นหวัง (Integrity VS. Despair) (ในช่วง60 ปีขึ้นไป)
เป็นช่วงของวัยชราซึ่งเป็นวัยสุ
พลังอีโก้ (Ego strength)
แอริคสัน กล่าวว่า Ego เป็นคุณสมบัติที่พึงมีพึงเป็น เมื่อบุคคลสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤ
-ความมีกำลังวังชา การมีความหวัง
- การรู้จักควบคุมตนเอง
- การมีความตั้งมั่น
- ทางการมีความตั้งมั่น และเห็นความหมายของภารกิจที่ตนก
- การรู้จักวิธีจัดการ
- การมีสมรรถภาพ
- การมีความบริสุทธิ์ใจ
การมีการมีความบริสุทธิ์ใจ
- ความจงรักภักดีต่อคุณค่า
- การรู้จักสร้างไมตรีกับผู้อื่น
- การรู้จักรักและสนิทสนมกับผู้อื
- การมีผลงานสร้างสรรค์
- การให้ความอนุเคราะห์อาทรบุคคลอ
- การรู้จักปล่อยวางและความฉลาดรู
สรุป ทฤษฎีของอีริคสัน เป็นทฤษฎีที่อธิบายพัฒนาการของช
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




